กำลังใจ….ในยามท้อ

กำลังใจ….ในยามท้อ

นายหมอยา

IMG_0735

ผมทำหน้าที่สอนนักศึกษามาหลายปีแล้วครับ ถ้านับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 จนถึงวันนี้ ธันวาคม พ.ศ. 2556 ก็เป็นเวลา 7 ปีกว่าแล้วครับ แต่กว่าจะรู้ซึ้งถึงหน้าที่ของการเป็น “ครูผู้สอนที่ดี” ก็ใช้เวลาอยู่เกือบสองปี ถ้าเคยอ่านงานเขียนของผมก่อนหน้านี้จะทราบว่า ตอนเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น ผมไม่ได้ถูกสอนให้มาเป็น “ครู” หรือ “อาจารย์” ผมใช้เวลาเรียนรู้ที่จะเป็นสิ่งนี้อยู่นานทีเดียว ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ในใจคิดว่าคงอยู่ไม่นาน ใช้ทุนเสร็จก็จะเขียนย้าย แต่พอลองเปิดใจเรียนรู้และพยายามทำให้ดีที่สุด ผมกลับชอบและรักอาชีพนี้ เผลอแป๊บเดียวจะเข้าปีที่แปดแล้วครับ

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผม “รัก” และ “ผูกพันธ์” กับอาชีพนี้ก็คือ การที่ได้ “เฝ้ามอง” ดูลูกศิษย์ที่น่ารักบ้าง ไม่น่ารักบ้าง (ฮ่าๆๆๆ) เข้ามา-เรียนรู้-และจบออกไปทำงาน มีความก้าวหน้าในชีวิต …. “ภูมิใจ” และ “ปลื้มใจ” ครับ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเหล่านั้น แต่กว่าจะมีวันนั้นได้ “บางคน” (ขอย้ำนะครับว่า บางคนเท่านั้น 555 ฮาอีกแล้ว) ต้องเคี่ยวต้องเข็ญกันนานพอดูเหมือนกัน ผมเริ่มเรียนรู้ว่า “หน้าที่ของครูที่ดี” นั้น ไม่ได้แค่ทำหน้าที่ในห้องเรียนให้ดีที่สุดเท่านั้น การทำหน้าที่นอกห้องเรียนก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน …. ระยะหลังๆ ผมให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่นอกห้องเรียนมากขึ้น ใช้เวลาในการเตรียมหรือวางแผนว่า จะทำยังไงดีนะ ให้เด็กๆ เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจมากขึ้น นักศึกษาจะได้ไม่เบื่อ …. ใครสอบไม่ผ่าน ก็พยายามหาวิธีให้เข้าใจเนื้อหาให้มากขึ้น ผมพบว่า การที่เด็กนักศึกษาสอบไม่ผ่านกันนั้นมีหลายสาเหตุ บางคนพยายามตั้งใจเรียนแล้ว แต่ก็ยังสอบตก (นี่เป็นเพราะเรียนแบบเน้นจำไปสอบอย่างเดียวรึเปล่า??? อันนี้ต้องแก้ไขกระบวนการจัดการเรียนการสอน ต้องไม่เน้นท่องจำอย่างเดียว บางอย่างเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว มันจะเป็นเหตุเป็นผล สามารถอธิบายได้ ไม่ต้องท่องจำ) บางคนมาเรียนเพราะพ่อแม่บังคับ อยากให้เรียนตามที่พ่อแม่ต้องการ บางคนต้องจ้างลูกมาเรียน ซื้อรถยนต์ให้ เนื่องจากไม่ชอบ พอมาเรียนก็ไม่สนใจเรียน ผลการเรียนที่ได้ ก็ทำได้ไม่ดี อันนี้ก็เป็นปัญหาที่น่าคิด ทำอย่างไรนะที่จะปรับทัศนคติของเค้าให้ตั้งใจเรียนให้ได้ ให้เค้ารู้ว่าพ่อแม่หวังดีนะที่ทำแบบนั้น ทำให้เค้ารู้ว่าเรียนจบออกไป เค้าจะอยู่ตรงไหนของสังคม ตัวเค้าจะมีประโยชน์อย่างไร … ผมจะมีความผูกพันธ์กับ “นักศึกษากลุ่มนี้” ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเพราะอยากเป็น “พี่” อีกคนของพวกเค้า แทนพ่อกับแม่ที่ฝากฝังไว้ตอนรายงานตัว อยากให้เค้ารู้ว่าเราห่วงเค้า อยากให้เค้าคิดให้เป็น แก้ไขปัญหาเป็น รู้หน้าที่รับผิดชอบ รู้ว่าตอนนี้เรียนอยู่นะ พ่อกับแม่รอคอยความสำเร็จของเราอยู่ …. บางคนก็ต้องเคี่ยวเข็ญหรือต้องคอยดันมากกว่าคนอื่น ถึงแม้ว่าต้องใช้เวลาส่วนตัวมากขึ้นก็ต้องทำ

 

ช่วงนี้ ชีวิตการทำงานของผมค่อนข้างน่าเบื่อหน่ายและเซ็งกับระบบราชการ ความคิดเห็นของผมไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของผู้บริหารเท่าไหร่นัก ทั้งๆที่บางอย่างมันเป็นความคิดที่มีประโยชน์ต่อองค์กร หากทำจะดี แต่เค้าก็ไม่ยอมรับ … ความรู้สึกท้อมันจึงเกิดขึ้น บางทีนึกอยากจะ “ย้าย” หรือ “ลาออก” เลยทีเดียว แต่แล้วเช้าวันหนึ่งของการเริ่มงานที่น่าเบื่อนี้ ซึ่งก่อนเริ่มงานในแต่ละวันผมจะต้องเช็คเมล์ทุกครั้ง ดูว่ามีอะไรด่วนๆเข้ามารึเปล่า ก็ไปสะดุดกับเมล์ฉบับหนึ่ง ขึ้นหัวข้อว่า “เรียนอาจารย์ที่เคารพ….” ในใจก็คิดว่า ตายละวา…เด็กๆ มีเรื่องอะไรอีกแล้วน้ออออออออ งั้นเปิดอ่านฉบับนี้ก่อนก็แล้วกัน พอเปิดอ่านเมล์ ก็พบว่ามีข้อความดังนี้ครับ

 

“หนูน้ำทรายนะคะ .. อาจารย์สบายดีไหมค่ะ 

ตอนนี้หนูฝึก1 ที่ รพ.วารินชำราบ ไม่มีอาจารย์คอยดุ พวกหนูนอนไม่หลับเลยค่ะ

อยู่ที่นี่ได้ประสบการณ์เยอะแยะเลยค่ะ ตอนนี้หนูฝึกที่คลังยา ยังไม่ได้ลองจัดยาเหมือนเพื่อนๆเลย

หนูจะพยายามเพื่ออาจารย์และเพื่อตัวหนูเองนะคะ

ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยให้หนูกลับมามีสติอีกครั้งจริงๆค่ะ”

 

รักและเคารพเป็นอย่างสูง 

…น้ำทราย…

 

อ่านแล้วรู้สึก “ดี” ขึ้นมาทันทีเลยครับ ทำให้ผม “ได้คิด” ครับว่า ถึงแม้ผมจะไม่ประสบความสำเร็จในด้านการบริหารงาน ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ด้านความเป็น “ครู” ผมทำหน้าที่นี้พอใช้เลยทีเดียว ตั้งแต่วันนั้นมาทัศนคติในการทำงานผมดีขึ้นครับ มีกำลังใจในการทำงานเพิ่มมากขึ้น …. ขอบคุณเมล์จากลูกศิษย์ที่น่ารักคนนี้ ใครจะไปรู้ล่ะครับ ในช่วงเวลาที่ท้อแท้ ท้อถอย ช่วงที่ยากลำบาก …. “กำลังใจ” บางครั้งก็มาโดยที่เราไม่รู้ตัว ….