คนดีๆ……ไม่มีที่อยู่

คนดีๆ……ไม่มีที่อยู่

Solnhofen_Specimen

บทความโดย…. นายหมอยา

เรื่องเล่า…..

ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้เมื่อได้ฟังนิทานบอกเล่าจากพ่อสองเรื่อง เรื่องเล่าเรื่องแรก เป็นเรื่องราว เกี่ยวกับผู้ว่าราชการจังหวัดๆ หนึ่งในประเทศที่เรียกตัวเองว่ากำลังพัฒนา ไปเรียกเงินจากผู้รับเหมา ก่อสร้างรายหนึ่ง เรียกง่ายๆ ว่าขอแบ่งเปอร์เซ็นต์จากงานที่ประมูลได้ แต่บังเอิญมีการบันทึกเสียง บทสนทนานั้นไว้ (ด้วยใคร หรือด้วยวิธีการไหน ไม่มีใครทราบ) ต่อมาบทสนทนานี้ได้ ถูกส่งต่อไป ให้รองผู้ว่าฯ ด้วยความที่อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา อยากให้งานบริหารงานแผ่นดินเป็นไป อย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานภาครัฐแบบ “ธรรมาภิบาล”) รองผู้ว่าฯ ตัดสินใจส่งหนังสือและไฟล์บันทึกเสียงร้องเรียนไปยังส่วนกลาง แต่ลืมไปว่า “ผู้ว่าฯ” คนนี้ เป็นเพื่อนกับลูกน้องที่ใกล้ชิดนักการเมืองผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ เมื่อเรื่องถูกส่งเข้าสู่ส่วนกลาง ทำให้ต้องย้ายผู้ว่าฯ ออกจากพื้นที่ก่อน เพื่อให้ดูเหมือนว่าการสอบสวนเป็นไปอย่างถูกทำนอง คลองธรรม ผลการสอบสวนในที่สุดรายงานว่า “ไฟล์บันทึกเสียง” ที่ส่งให้ไปเป็น “การตัดต่อ” ผู้ว่าฯ พ้นผิด กลับมารับราชการต่อที่จังหวัดเดิม แล้ว “รองผู้ว่าฯ” ล่ะ ท้ายที่สุดรองผู้ว่าฯ ได้ทำหนังสือขอ ย้ายตัวเองไปจังหวัดอื่นแทน…

เรื่องที่สองเป็นระดับเล็กลงมา เรื่องมีอยู่ว่า… ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งของประเทศเดียวกัน มีผู้อำนวยการ ที่อยู่ในตำแหน่งเพื่อให้ครบวาระเฉยๆ ไม่คิดที่จะพัฒนาการทำงานให้เป็นระบบ เป็นคนที่ดีแต่พูด (บางครั้งก็พูดเยอะ ทั้งที่ไม่จำเป็น) แต่ไม่ใช่คนทำงาน (ก็แหงล่ะ ก็ท่านเป็นผู้บริหารนี่ ไม่ใช่นักปฏิบัติ ซะหน่อย) เป็นสถาบันการศึกษา แต่ไม่พัฒนาระบบการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ เดือนหนึ่งๆ จะอยู่ที่วิทยาลัยนับวันได้ ไปประชุมบ้าง ไปต่างประเทศบ้าง (ไม่น่าแปลกใจที่ บางทีเราจะพบว่า เจ้ากระทรวง หรือส่วนกลาง มักจะกันงบฯ ส่วนหนึ่งไว้ที่ส่วนกลางเสมอ อ้างว่าเอาไว้จัดทำโครงการ ที่จะมาพัฒนาองค์กร แต่ความเป็นจริงเอาไว้จัดทำโครงการเพื่อพาผู้บริหารระดับสูงไปเที่ยวต่าง ประเทศกัน) เมื่อผู้อำนวยการไม่ค่อยอยู่ หน้าที่การบริหารงานจึงมอบหมายให้รองผู้อำนวยการฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ บังเอิญโชคร้ายรองผู้อำนวยการฯ คนนี้มีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดี มักหาผลประโยชน์ จากการทำโครงการต่างๆ ให้ตนเองอยู่เสมอ และได้แบ่งปันผลประโยชน์กันกับผู้อำนวยการ เหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่นานวัน จนอาจารย์ส่วนหนึ่งทนกับการบริหารงานและพฤติกรรมของ ผู้อำนวยการและรองฯ คนนี้ไม่ไหว ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงาน ผลการเลือกตั้งได้ “อาจารย์ท่านหนึ่ง” มาทำหน้าที่แทนรองฯ คนเดิม แต่อาจารย์ท่านนี้ ไม่ค่อยถูกกันกับผู้อำนวยการ มักมีข้อขัดแย้งทางด้านนโยบายการบริหารงานอยู่เสมอ ถึงแม้ได้ รับเลือกมา ผู้อำนวยการฯ ก็ไม่ได้มอบหมายงานที่สมควรมอบหมายให้ มิหนำซ้ำยังมอบหมายงานนี้ ไปให้กับรองผู้อำนวยการฯ คนเดิมทำต่อไป (ผมถามพ่อขึ้นว่า เฮ้ยยยย… พ่อครับ มันทำอย่างนี้ได้ เหรอครับ ผอ. เค้าไม่รู้เหรอครับว่า อาจารย์ในวิทยาลัยเค้าต้องการการเปลี่ยนแปลง เค้าต้องการเห็น วิทยาลัยพัฒนา …. พ่อถอนหายใจยาวๆ หนึ่งครั้ง ตาทอดมองเหม่อลอยออกไป แล้วก็หันมามองหน้าผม แล้วพูดว่า “จริงๆแล้วมันก็สามารถทำได้ มันอยู่ในอำนาจของผู้บริหาร … ขึ้นอยู่ที่ว่าเมื่อใช้มันแล้ว…จะมีความสง่างามหรือไม่”)…. ต่อมามีการส่ง “ไฟล์บันทึกเสียงสนทนา” ของ “รองฯ คนเดิม” เรื่องการขอเรียกรับเงินจากผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารในวิทยาลัย (อีกแล้ว) ผลการสอบสวนรายงานว่า ไฟล์เสียงที่ว่านั้นเป็นไฟล์ที่ได้รับ “การตัดต่อ” (อีกแล้วครับ…เฮ้อ) พ้นผิดไป ทุกวันนี้วิทยาลัยแห่งนี้ก็ยังบริหารงานกันแบบเดิม ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะการมอบหมายงานก็ยังเป็นคนเดิมๆ รับผิดชอบ ….

ความเป็นจริง….

อันที่จริงเหตุการณ์ที่เรียกว่า “คอร์รัปชั่น” หรือการมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” มีอยู่ในสังคมประเทศ ที่ว่านี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานในการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ จากผู้รับเหมาของข้าราชการตำแหน่งผู้บริหารตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ผู้ว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการ (มาถึงตรงนี้ลองคิดดูซิว่า หากมีงบประมาณอยู่ 100 บาท เมื่อต้องจ่ายให้กับบุคคลเหล่านี้แล้ว จะเหลือมาใช้ในโครงการจริงๆ กี่บาท) นอกจากนี้ ยังมีการยึดถือผลประโยชน์ของพวกพ้อง กินกันเป็นทีม แทบจะเป็นเหตุการณ์ปกติก็ว่าได้ ล่าสุด จากการสำรวจโพลของสำนักสำรวจที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้รายงานผลสำรวจว่า เอาเข้าจริงๆ เเล้วประชาชนในประเทศนี้มีแนวโน้วที่จะยอมรับการโกงกินเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ได้ แสดงว่าคนใน ประเทศนี้ยอมรับได้กับ “การโกง” ที่ว่านี้ ตราบใดที่ตัวเองก็ได้รับผลประโยชน์หรือไม่สูญเสีย ผลประโยชน์ “ความคิด” แบบนี้กำลังหยั่งรากลึกลงไปเรื่อยๆ ในสังคม …..

 

จากนิทานเรื่องที่สอง…หากอาจารย์ในวิทยาลัยเป็นคนส่ง “ไฟล์เสียง” ที่ว่านี้ อาจารย์จะมี “ที่ให้อยู่” ในวิทยาลัยแห่งนี้อีกต่อไปหรือไม่ ทำไม่คนโกงกินยังมีคนคอยช่วยเหลือ หรือว่าประเทศนี้ เมืองนี้ มันโกงกินกันเป็นขบวนการ แล้วคนดีๆ ไม่ไหนกันหมด แล้วคนดีๆ ทำไมไม่ได้รับการสนับสนุนให้ บริหารประเทศ…… หรือว่า ประเทศนี้ บ้านนี้ เมืองนี้ มันไม่มีที่ให้คนดีๆ อยู่กันอีกต่อไป….

ข้อมูลเพิ่มเติม

เพิ่งได้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ประจำวันที่ 6 – 13 ธันวาคม 2556 ฉบับที่ 1738 หน้าที่ 7 รายงานการจัดอับดับความโปร่งใส ปราศจากคอร์รัปชั่นขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประจำปี 2556 พบว่าประเทศไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไปอีกจากอันดับที่ 88 ไปเป็น 102 จากการจัดอันดับทั้งหมด 177 ประเทศ (ได้ 35 คะแนน จาก 100 คะแนน โดยคะแนนยิ่งน้อยหมายถึงยิ่งมีการคอร์รัปชั่นมาก) สอดคล้องกับรายงานวิจัยของเอแบคโพล ที่รายงานว่า คนไทยมีแนวโน้มที่ “ยอมรับ” การคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้น ยอมรับได้ เมื่อตัวเองได้ประโยชน์หรือไม่เสียประโยชน์ …. ความคิดหรือค่านิยมเหล่านี้กำลังแทรกซึมหรือเกาะกินเข้าไปในความคิดของเรา ไม่แปลกที่เราพบการโกงกินทั่วบ้านทั่วเมือง แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เดือดร้อนใจแต่อย่างใด….