ตาแดง (Conjunctivitis)

ตาแดง (Conjunctivitis)

นายหมอยา

 

รูปภาพ

เกือบ 2 เดือนแล้วนะครับ ที่ผมไม่ได้อัพเดทข้อมูลอะไรให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันเลย…ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักศึกษาออกไป “เรียนรู้งาน” (มันเป็นอะไรที่คล้ายๆกับ “”ฝึกงาน” ครับ แต่ไม่ซีเรียสเท่า เจตนาอยากให้คุ้นกับโรงพยาบาล ห้องยา มากกว่า) และเป็นช่วงที่ผมได้เตรียม “ข้อมูล” ของภาควิชาไว้รองรับการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาเสร็จไปเกือบจะ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว…เลยทำให้ผมพอมีเวลาว่างมาเขียนโรคหรืออาการที่พบได้บ่อยช่วงนี้กัน

เกือบเดือนมาแล้วครับ…หมู่บ้านแถวๆ ร้านขายยาที่ผมเปิดอยู่เป็น “ตาแดง” กันอย่างมาก เริ่มจากเด็กๆ ที่โรงเรียนเป็นกัน ลามไปติดถึงคุณครู … ระบาดกันถึงขั้นต้องประกาศหยุดเรียนกันไปหลายโรงเรียน พอเด็กๆ กลับมาบ้าน ก็พาลเอาโรคมาติดกับผู้ปกครองและคนใกล้ชิดด้วย … เล่นเอาช่วงนี้ได้จ่ายยาหยอดตาและยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบกันเยอะมาก

แล้วไอ้เจ้า “โรคตาแดง”  (conjunctivitis) เนี่ยมันเป็นยังไงนะ…โรคนี้ฝรั่งเรียกน่ารักน่ารักว่า “ตาชมพู” (pink eye) ครับ บ้านเราเรียกตาแดง (ฟังดูน่ากลัวขึ้นมานิดนึง 555)  หากใครเคยเป็นก็อาจจะพอนึกภาพออกว่า ตอนที่เป็นโรค/อาการนี้ มันจะมีการอักเสบเยื่อบุตาที่คลุมอยู่ข้างในของเปลือกตาบนและล่าง รวมมาถึงที่คลุมตาขาวอยู่ ทำให้เยื่อบุตามีลักษณะมองดูเป็นสีเเดง มีอาการแสบตา เคืองและคันตา (มันจึงเป็นสาเหตุให้เราขยี้ตาบ่อย พอขยี้ตาบ่อยตาก็จะยิ่งช้ำและบวมแดง) น้ำตาจะไหลตลอด ต่อมาตรงบริเวณตาขาวก็จะเริ่มแดงด้วย ท้ายที่สุดพอเป็นมากเข้า เปลือกตาจะบวมแดงจนเห็นได้ชัด … แต่ไอ้เจ้าตาแดงเนี่ยมีหลายสาเหตุนะครับ ที่น่าสนใจและอยากบอกเล่าให้ฟังคือ

1.ตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส : ส่วนใหญ่การเป็นตาแดงมักมาจากสาเหตุนี้แหละครับ ลักษณะอาการที่สำคัญคือขี้ตามักจะมีลักษณะใส มักเริ่มเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยลามไปอีกข้าง มักระบาดเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนนี่แหละครับ ส่วนใหญ่มักเป็นกันไม่เกิน 7-14 วันครับ การติดต่อมักมาจากการสัมผัสกับเชื้อ (หน้านี้แมลงหวี่เยอะมั้ยครับ…แถวๆ บ้านผมเยอะมาก มันก็บินไปตอมคนที่เป็นตาแดง แล้วก็มาตอมเรา…เราก็เป็นตาแดงได้ หรือบางคนไปสัมผัสโดนน้ำตาหรือขี้ตา แล้วเอามือขยี้ตาตัวเองก็เป็นครับ มีแพทย์บางท่านเล่าว่าขนาดไอจามรดกันเนี่ย ก็ยังอาจจะติดได้เลย) การรักษาตาแดงจากสาเหตุนี้มักให้การรักษาตามอาการครับ  หากมีอาการคันมากก็มักจะให้ยาหยอดตาที่มีกลุ่มยาแก้แพ้ (antihistamines) ผสมอยู่ด้วย ยี่ห้อที่พอจะคุ้นเคยกัน เช่น ฮิสตา ออฟ (Hista Oph) หรือ สเปิร์สซาลเลิร์ก (Spersallerg) เป็นต้น (ยา 2 ชนิดที่ผมกล่าวข้างต้น จะมียาที่มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดที่ตาหดตัวผสมอยู่ด้วย พอหลอดเลือดหดตัว จะช่วยเสริมฤทธิ์ในการรักษาอาการตาแดงได้ดีขึ้น) หรืออาจจะใช้พวกน้ำตาเทียมก็ได้นะครับ แต่จากประสบการณ์ยาหยอดตาชนิดแรกจะลดอาการคัน ระคายเคือง และตาแดงได้ดีกว่า (บางครั้งก็แนะนำให้ใช้ยาหยอดตาที่เป็นยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน) … ส่วนยาหยอดตาที่ควรหลีกเลี่ยงคือ ยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ครับ … และไม่ควรขยี้ตาบ่อยๆ นะครับ นอกจากจะทำให้ตาช้ำแล้ว โอกาสที่จะติดเชื้ออื่นๆ ซ้ำซ้อนก็จะมีขึ้นเยอะ

2. ตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย :  ลักษณะอาการจะคล้ายๆ กับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคือมักเริ่มเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยลามไปอีกข้าง แต่ลักษณะของขี้ตาจะต่างกัน คือขี้ตาจะเยอะ และจะมีลักษณะข้นคล้ายหนอง (ขาวขุ่น เหลือง หรือเขียว) การรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการครับ ถ้าเป็นไม่มาก ก็ใช้ยาหยอดตาที่มียาฆ่าเชื้อแบคทีเรียผสมอยู่ เช่น คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) หรือโพลี ออฟ (Poly Oph) เป็นต้น ส่วนใหญ่หลังได้รับยาประมาณ 2-3 วัน อาการจะดีขึ้น หากเป็นมากอาจรับประทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เช่น คล็อกซ่าซิลลิน (Cloxacillin) เป็นต้น

3. ตาแดงที่เกิดจากภูมิแพ้ : ตาแดงจากสาเหตุนี้ขี้ตาจะมีลักษณะเป็นเมือกๆ มักเป็นพร้อมกันที่ตาทั้งสองข้าง การรักษาก็มักให้ยาแก้แพ้ อาจจะเป็นยาหยอดตาหรือยารับประทาน

นอกจากนี้อาจมีตาแดงที่มีสาเหตุมาจากสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ได้นะครับ เช่น จากต้อหิน, จากการทำงาน เช่น ช่างเชื่อม เป็นต้น ดังนั้นการรักษาอาการตาแดงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านก่อนทำการรักษา

 

คำแนะนำโดยทั่วไปเมื่อเป็นตาแดง

1. ล้างมือบ่อยและอย่าขยี้ตา หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อ เช่น มือของผู้ที่เป็น ผ้าเช็ดหน้า เหรียญ ธนบัตร เป็นต้น

2. การปิดตา จะมีประโยชน์ในการพักสายตา (ไม่ต้องใช้สายตาเยอะ) ทำให้อาการหายเร็วขึ้น ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และยังช่วยป้องกันเราเอามือขยี้ตาด้วยนะ ใส่แว่นตาได้หากมองแสงจ้าๆ ไม่ได้ และหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทค เลนส์ ในช่วงที่เป็นตาแดง

3. ไม่ควรใช้ยาหยอดตาร่วมกัน … อย่าเสี่ยงเอาเชื้อไปแพร่ให้คนอื่นโดยไม่จำเป็นครับ ถึงแม้จะมีอาการคล้ายกัน และระมัดระวังเรื่องไม่ให้ปลายหลอดหยดสัมผัสกับคนที่เป็นแล้วก็ตาม

4. การป้องกันไม่ให้เป็นตาแดงด้วยการใช้ยาหยอดตาไม่จำเป็นหรอกครับ … การป้องกันที่ดีที่สุดคงเป็นตามข้อ 1. ครับ

5. ช่วงที่เป็นตาแดง ควรลางาน หรือหยุดเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคนอื่น

 

แล้วพบกันใหม่ครับ….นายหมอยา