บทนำก่อนเรียนเภสัชวิทยา

อ่านก่อนเรียน….

มองอดีต

ในชีวิตไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มาทำหน้าที่ในการสอนหนังสือ โดยนิสัยส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ค่อยพูด ถ่ายทอดอะไรให้คนอื่นฟัง เค้าก็น่าจะฟังไม่รู้เรื่อง ชีวิตเปลี่ยนตอนที่สอบนักเรียนทุนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ โดยคนที่ได้ทุนนี้เมื่อจบมาต้องมาเป็นอาจารย์สอน ในขณะที่เรียนก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำหน้าที่สอนได้ ในสมัยที่เรียนในมหาวิทยาลัยก็พยายามตั้งใจเรียนหนังสือ โดยพยายามเข้าเรียนให้มากที่สุด จดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (ผมเป็นคนที่อ่านเลกเชอร์คนอื่นไม่เข้าใจ จึงต้องเข้าเรียนและจดเอง) ก่อนสอบก็อ่านๆๆๆๆ ท่องๆๆๆๆๆ แล้วก็ภาวนาขอให้สอบผ่าน 555 จริงๆ ไม่ใช่หรอกครับ เพราะหลังสอบผมจะคำนวณได้ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเราต้องรู้ว่าข้อไหนเราทำได้ (อันนี้ต้องได้คะแนน) และรู้ว่าข้อไหนทำไม่ได้ (อันนี้ก็ไม่น่าจะได้คะแนน หรือถ้าได้ก็ฟลุ๊คเท่านั้น โอกาสได้คะแนนมีน้อย) หลังสอบผมจึงรู้ว่าตัวเองควรจะได้อย่างน้อยที่สุดกี่คะแนน … ที่กล่าวมายืดยาวทั้งหมด อยากจะบอกเพียงว่า ในสมัยเรียน ผมก็เหมือนกับนักศึกษาทั่วไปนั่นแหละ ถึงตอนเรียนก็เรียน ตอนสอบก็สอบ เรียนจบแล้วก็จบไป การจะทำความเข้าใจกับเนื้อหาให้ลึกซึ้งแทบไม่มีเวลา การจะค้นคว้าเพิ่มเติมนั้นก็ทำได้ยาก ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ อาจเป็นเพราะเทอมหนึ่งๆ มันเรียนหลายวิชา และแต่ละวิชาเนื้อหาก็เยอะ พอเรียนเสร็จในแต่ละวัน ร่างกายจึงล้า ล้าจนไม่คิดที่จะค้นคว้าเพิ่มเติม…

ดูปัจจุบัน

 

พอจบมาทำงานคิดหนักมาก เพราะไม่รู้จะสอนยังไง … ต้องเตรียมการสอนเยอะมาก ในช่วงระหว่างเตรียมการสอนนั้นนอกจากต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาให้ถ่องแท้แล้ว ทำให้ตัวเองต้องค้นคว้าข้อมูลมากขึ้น ยังต้องมานั่งคิดอีกว่า จะอธิบายให้นักศึกษาฟังเข้าใจได้ยังไง ไหนจะต้องเตรียมตอบคำถามแปลกๆ ของนักศึกษาอีก การอธิบายเนื้อหาที่ยาก เพื่อให้เข้าใจง่าย เป็นงานที่หนักเอาการ … จากการเตรียมตัวเหล่านี้ทำให้ตัวเองคิดว่า ทำไมตอนเรียนหนังสือไม่ทำแบบนี้นะ … ถ้าทำอย่างนี้ คงได้ “เกียรตินิยม” ไปแล้ว แทนที่จะได้แต่ “เกรดนิยม” คือ C ฮ่าๆๆๆๆ

และอนาคต

วิชาเภสัชวิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับยา ข้อบ่งใช้ของยา กลไกการออกฤทธิ์ อาการไม่พึงประสงค์  ข้อควรระวังต่างๆ อาการพิษจากยา เนื้อหาค่อนข้างยาก แต่ถ้าใครจับ “หลักการ” ออก จะสามารถอธิบาย “ข้อบ่งใช้” หรือ “อาการไม่พีงประสงค์” ได้โดยไม่ต้องท่อง นำไปสู่การใช้ยาอย่างมีเหตุผล การเรียนวิชานี้ให้ได้ดีวิธีการหนึ่งที่ผมใช้ในการสอนคือ การใช้ “mapping” คือการสรุปผังความคิดโดยการโยงใยเป็นขั้นเป็นตอน และ “drawing” คือ การวาดรูปแทนภาษาทางวิชาการที่เข้าใจยาก ในชีวิตของข้าราชการคนหนึ่ง อยากทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์แก่คนอื่นและประเทศชาติบ้าง ไม่อยากให้วันเวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า ผมจึงทำเนื้อหานี้ขึ้นมาสำหรับนักศึกษาอ่านประกอบเนื้อหาที่เรียน ลองดูซิว่าจะทำให้เข้าใจวิชานี้ได้มากขึ้นรึเปล่า