ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบต่อมไร้ท่อ (ตอนที่ 1) : ภาคทบทวนความรู้

ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบต่อมไร้ท่อ (ตอนที่ 1)

ภก.ประดิษฐ์   โคตรสังข์

ภาคทบทวนความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนหัวข้อนี้

คำแนะนำในการเรียนเภสัชวิทยาหัวข้อนี้ให้ได้ดีนั้น ต้องกลับไปทบทวนเนื้อหาของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) และสรีรวิทยา (Physiology) ในที่นี้จะทบทวนให้คร่าวๆ ดังนี้

จริงๆ แล้วต่อมไร้ท่อที่สำคัญในร่างกายมีอยู่หลายต่อม แต่ละต่อมมีหน้าที่สำคัญในการผลิต “ฮอร์โมน” (Hormone) เพื่อคอยควบคุมให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลย์ โดยทำงานร่วมกับระบบประสาท ตัวอย่างต่อมที่สำคัญที่จะทวบทวนให้ ได้แก่

1)     ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) : ต่อมนี้แบ่งเป็นส่วนหน้าและส่วนหลัง ต่อมใต้สมองส่วนหน้าผลิตฮอร์โมนหลายชนิด มีทั้งชนิดที่ออกฤทธิ์โดยตรงและที่ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการทำงานของต่อมอื่น ดังรูปที่ 1

รูปภาพ

รูปที่ 1

ประเด็นคำถามพื้นฐานความรู้จากรูป :

1. ต่อมใต้สมองส่วนหน้าผลิตฮอร์โมนที่สำคัญหลายชนิด หากเกิดความผิดปกติขึ้นที่ต่อมส่วนหน้านี้จะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายได้บ้าง?

2. ต่อมใต้สมองส่วนหลังผลิตฮอร์โมน (จริงๆ แล้วคือที่เก็บมากกว่า) ที่สำคัญสองชนิด คือ Oxytocin และ ADH ท่านคิดว่าฮอร์โมน oxytocin มีความสำคัญกับมนุษย์เราอย่างไร? และร่างกายจะหลั่ง ADH ออกมามากช่วงใด?

(คำตอบจะเฉลยในตอนต่อไปนะครับ)

 

2)     ต่อมหมวกไต (Adrenal gland) : ต่อมนี้แบ่งคร่าวๆ ได้เป็น 2 ชั้นคือ ชั้นนอก (Adrenal cortex) กับชั้นใน (Adrenal medulla) ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ ดังรูปที่ 2

รูปภาพ

รูปที่ 2

ประเด็นสำคัญ

 จากรูปที่ 2 ต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สร้างฮอร์โมนหลายชนิด ที่สำคัญคือ 1) อัลโดสเตอโรน (aldosterone) มีผลต่อร่างกายคือ เพิ่มการดูดน้ำและเกลือแร่ (โซเดียม (sodium)) กลับที่ไต, 2) คอร์ติซอล (cortisol) มักจะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายมีความเครียด ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น ผลของฮอร์โมนคือไปเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด เพื่อให้สัมพันธ์กับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น, 3) แอนโดรเจน (androgen) สร้างทั้งฮอร์โมนเพศชายและหญิงได้เล็กน้อย (อวัยวะที่ทำหน้าที่หลักในการสร้างฮอร์โมนเพศ ถ้าเป็นเพศชายคือ อัณฑะ ถ้าเป็นเพศหญิงคือ รังไข่) ….ส่วนต่อมหมวกไตชั้นใน (adrenal medulla) สร้างฮอร์โมนในกลุ่ม catecholamines ที่สำคัญมี 2 ชนิดคือ อะดรีนาลีน (adrenaline) และนอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) ผลของฮอร์โมนสองชนิดนี้แตกต่างกันนิดหน่อย โดยที่ adrenaline จะทำให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น เต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มการสลายกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น (ฮอร์โมนนี้มักหลั่งออกมาเวลาตื่นเต้น ตกใจ ต่อสู้ หรือถอยหนี เคยได้ยินข่าวมั้ยว่า เวลาไฟไหม้คนแบกตุ่มน้ำหรือตู้เย็นหนีไฟได้สบายๆ นั่นเป็นเพราะ adrenaline หลั่งนั่นเอง…เกี่ยวกับเรื่องนี้คงได้มีโอกาสพูดกันอีกในยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอัตโนวัติ) ส่วนฮอร์โมน noradrenaline มีผลต่อร่างกายแคบกว่า adrenaline โดยไม่มีผลต่อหัวใจและหลอดลม มีผลเฉพาะทำให้เส้นเลือดหดตัวเท่านั้น

การนำความรู้พื้นฐานไปเชื่อมกับเภสัชวิทยา 

ทีนี้ลองมานึกกันว่าหากต่อมทำงานผิดปกติซึ่งอาจมีได้ 2 แบบ คือ หลั่งฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ และหลังมากกว่าปกติ จะส่งผลกับร่างกายอย่างไร …. หากหลั่งฮอร์โมนน้อย อาจทำให้ร่ากายสูญเสียสมดุลของอิเลกโตรไลท์ (เกลือแร่) น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ ทนความเครียดไม่ได้… หากหลั่งฮอร์โมนมากติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะมีการสะสมไขมันตามใบหน้า ทำให้ใบหน้ากลมเหมือนพระจันทร์ (moon face) อาจมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ ในกรณีหลังนี้อาจเกิดจากการได้รับยาบางชนิดหรือฮอร์โมนติดต่อกันนานๆด้วยเช่นกัน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (ซึ่งยากลุ่มนี้มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมน…คงจะมีโอกาสได้พูดถึงกันต่อไป)

ส่วนใหญ่ยาที่เกี่ยวข้องกับต่อมนี้ทีี่น่าจะรู้ไว้ก็คือ การนำผลต่อร่างกายของ adrenaline และ noradrenaline ไปใช้ในการรักษาภาวะต่างๆ ซึ่งจากที่กล่าวข้างต้นพอจะบอกความแตกต่างของการนำยาทั้งสองชนิดนี้ในการนำไปใช้ในการรักษาได้รึเปล่า???? ….. เดี๋ยวจะมาเฉลยตอนต่อไปนะครับ

3)     ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland) : ต่อมนี้ผลิตไทรอยด์ฮอร์โมน (thyroid hormone) ฮอร์โมนนี้คอยควบคุมอัตราเมตาโบลิซึมของร่างกาย และยังผลิตฮอร์โมนแคลซิโตนิน ดังรูปที่ 3

รูปภาพ

รูปที่ 3

4)     ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland) : ต่อมนี้ผลิตพาราไทรอยด์ฮอร์โมน (parathyroid hormone or parathormone) ดังรูปที่ 4

รูปภาพ

รูปที่ 4

ประเด็นสำคัญ

จากรูปที่ 3 และ 4 : จะพบว่าต่อมไทรอยด์จะสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนได้ จะต้องใช้สารตั้งต้นที่สำคัญชนิดหนึ่งคือ “ไอโอดีน” (iodine) และจะพบอีกเหมือนกันว่าไทรอยด์ฮอร์โมนที่สร้างขึ้นได้ 2 ชนิดนั้น คือ T3 (triiodothyronine) และ T4 (tetraiodothyronine) สังเกตุเห็นมั้ยครับว่า มีชื่อ -iodo- ซึ่งมาจากไอโอดีนอยู่ข้างในชื่อฮอร์โมน ต่างกันที่ T3 มี iodine เกาะอยู่ในโครงสร้างทางเคมีอยู่ 3 ตัว และ T4 มีอยู่ 4 ตัว โดยทั่วไป T3 จะมีผลต่อร่างกายมากกว่า T4 พูดง่ายๆว่าฤทธิ์แรงกว่านั่นเอง ในร่างกายแต่ละคนจะสร้าง T4 มากกว่า T3 แต่ร่างกายจะไปเปลี่ยน T4 ไปเป็น T3 อีกต่อหนึ่ง….งงมั้ยครับ….ไม่ต้องงงหรอกครับ ก็เพื่อให้ได้ฤทธิ์ที่แรงขึ้นนั่นเอง ส่วนผลของฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นไปดังรูป ที่สำคัญคือ คอยควบคุมอัตราการเกิด metabolism ต่างๆ (โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต) และเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของร่างกายในวัยเด็ก จะพบว่าหากเด็กขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะส่งผลต่อระบบพัฒนการทางด้านสมองและอวัยวะสืบพันธุ์ (เคยได้ยินข่าวมั้ยครับว่า เด็กที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงๆ หรือพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากน้ำทะเลมากๆ มีโอกาสเป็น “โรคเอ๋อ” สูง (cretinism) ….เพราะอะไรน๊าาาา … ก็เพราะโอกาสที่เขาจะได้รับ iodine ซึ่งจะพบมากในสัตว์ทะเลนั้นมีน้อย พอไม่ได้รับ iodine ก็สร้างฮอร์โมน T3 และ T4 ไม่ได้ จึงส่งผลกับพัฒนาการของเด็ก … ทีนี้อ๋อหรือยังครับ) นอกจากไทรอยด์ฮอร์โมนแล้ว ต่อมนี้ยังสร้างฮอร์โมนแคลซิโตนิน (calcitonin) ด้วยครับ ฮอร์โมนชนิดนี้มีความสำคัญคือ นำแคลเซียมที่อยู่ในกระแสเลือดที่เราได้จากการกินอาหารเข้าไปนั่นแหละครับ ไปสะสมที่กระดูกทำให้กระดูกและฟันแข็งแรงและนำไปสะสมในกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยในการหดตัวของกล้ามเนื้อครับ ดูต่อมพาราไทรอยด์ต่อนะครับในรูปที่ 4 เพราะมีฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ตรงข้ามกับฮอร์โมนชนิดนี้อยู่ คอยรักษาสมดุลย์ให้แก่ร่างกายคือ พาราธอร์โมน (parathormone) คอยเพิ่มระดับแคลเซียมในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับสมดุลย์ ในตอนที่ร่างกายขาดแคลเซียม โดยไปสลายมาจากกระดูก (ดังนั้น อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดแคลเซียมนานนะครับ เพราะร่างกายมันจะรักษาสมดุลย์ของตัวมันเอง หากขาดนานๆ กระดูกก็จะบางลง เนื่องจากร่างกายไปสลายแคลเซียมออกมา)

การนำความรู้พื้นฐานไปเชื่อมกับเภสัชวิทยา 

โรคที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่สำคัญคือ

1) ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้สร้างฮอร์โมนมากกว่าปกติ เรียกภาวะนี้ว่า “Hyperthyroid” หากจะใช้ยาในการรักษาเราจะทำอย่างไรเมื่อต่อมทำงานมากกว่าปกติ … ติ๊กต่อกๆๆๆๆ … คิดง่ายๆ เมื่อมันทำงานมากก็ทำให้มันทำงานน้อยซะ … มียาที่ช่วยกดการทำงานของต่อม ให้ทำงานน้อยลงได้ … หากยายังช่วยไม่ได้ ก็ตัดต่อมมันทิ้งซะเลยยยย 555…แต่เอาไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายครับ

2) ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ทำให้สร้างฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ เรียกภาวะนี้ว่า “Hypothyroid” หากจะใช้ยาในการรักษาภาวะนี้ เนื่องจากต่อมมันสร้างฮอร์โมนได้น้อย ไม่เพียงพอ … เราก็ให้ฮอร์โมนเข้าไปเลยครับ (ปัจจุบันมีการผลิตฮอร์โมนจากต่อมนี้ในรูปแบบเม็ด ซึ่งง่ายต่อการบริหารยา)

5)     ตับอ่อน (Pancreas) : จริงแล้วจะหมายถึงกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า “Islet of Langerhans” ที่อยู่ในต่อม กลุ่มเซลล์ที่ว่านี้ผลิตฮอร์โมนอินสุลิน (insulin) และกลูคากอน (glucagon) ดังรูปที่ 5

รูปภาพ

รูปที่ 5

ประเด็นสำคัญ

จากรูปที่ 5 :  จะพบว่าตับอ่อน โดยกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า Islet of Langerhans จะผลิตฮอร์โมนอยู่ 2 ชนิดที่สำคัญ คือ อินสุลิน (insulin) สร้างจาก beta-cell  และกลูคากอน (glucagon) สร้างจาก alpha-cell ความสำคัญของฮอร์โมนสองชนิดนี้ไม่ซับซ้อน เป็นดังรูปเลย

การนำความรู้พื้นฐานไปเชื่อมกับเภสัชวิทยา 

โรคที่มีความสำคัญที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมนี้คือ “โรคเบาหวาน” คำว่า “เบา” หมายถึง ปัสสาวะ ….เอ ทำไมปัสสาวะมันหวานนะ … ปกติร่างกายคนเราสร้างปัสสาวะที่ไตครับ โดยการนำเลือดมากรองที่ไต ปกติไตจะดูดกลับสารที่มีประโยชน์กลับคืนเกือบทั้งหมด น้ำตาล (กลูโคส) ก็เช่นกัน มันมีประโยชน์ในการสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย ก็จะถูกดูดกลับ แต่หากมันมากเกินไปมันก็ดูดกลับไม่ไหว น้ำตาล (กลูโคส) ก็ปนออกมากับปัสสาวะ กลายเป็น “ผู้ป่วยเบาหวาน” ไป … มาลองคิดต่อ ทำไม?? น้ำตาลในเลือดที่มากรองที่ไตจึงมีน้ำตาลเยอะนะ ปกติตัวที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดคือ insulin โดยการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ไปใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้าตับอ่อนสร้างฮอร์โมนชนิดนี้ลดลงหรือสร้างไม่ได้ น้ำตาลก็จะยังคงอยู่ในกระแสเลือด นำไปใช้ไม่ได้ … เลือดจึงมีน้ำตาลเยอะ เป็นนานๆ เข้า ก็กลายเป็น “โรคเบาหวาน” ในที่สุด เป็นโรคนี้แล้วอันตรายยังไง ก็ลองนึกภาพดูนะครับการมีน้ำตาลในเลือด มันก็เหมือนกับมี “น้ำเชื่อม” ในเลือดนั่นแหละ ลองนึกภาพน้ำเชื่อมข้นๆ หนืดๆ มันจะทำให้เลือดข้นและหนืด ไหลได้ช้าลง เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้ไม่ดี ส่งผลต่ออวัยวะที่สำคัญๆ หลายอวัยวะ โดยเฉพาะที่ตาและไต… เลือดไหลหนืด ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงอีก อันตรายเพิ่มอีก … มีน้ำตาลเยอะ แต่ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ ร่างกายก็หันไปสลายไขมันมาเป็นพลังงาน โชคร้ายในขั้นตอนการสลายไขมัน อาจส่งผลให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดอีก… เห็นมั้ยครับว่าโรคนี้อันตรายเพียงใด… บางคนโชคร้ายเกิดมาพร้อมกับการที่ตับอ่อนไม่สร้าง insulin เลย แล้วจะทำยังไงล่ะ????…. เขาจึงแบ่งเบาหวานตามลักษณะการสร้าง insulin ง่าย เป็น 2 ชนิด คือ

1) เบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนสร้าง insulin ไม่ได้เลย … หากเป็นเราคิดว่าจะรักษายังไงครับ … ในเมื่อมันสร้างไม่ได้ ก็ให้ insulin เข้าไปรักษาเลยครับ (แต่อินสุลินก็มีหลายชนิด เดี๋ยวค่อยว่ากันในเรื่องยาต่อไป) หลักการคล้ายๆ กันกับการรักษาภาวะ hypothyroid เลยนะ (จริงๆ แล้วรักษาการรักษาด้วยยาส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ)

2) เบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนยังคงสร้าง insulin ได้ แต่สร้างได้ไม่ดี … ในกรณีนี้ก็มียารักษาหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคือ ไปกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างและก็หล่ัง insulin เพิ่มมากขึ้น

6)     รังไข่ (Ovaries) : ซึ่งจริงๆ แล้วน่าจะหมายถึง ฟอลลิเคิล (follicles) เป็นเซลล์ที่จะเจริญและพัฒนาไปเป็นไข่ที่สมบูรณ์ ฟอลลิเคิลจะผลิตฮอร์โมนเพศที่สำคัญ 2 ่ชนิดคือ เอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) ดังรูปที่ 6 – 8

รูปภาพ

รูปที่ 6

ประเด็นสำคัญ

จากรูปที่ 6 :  จะพบว่าการทำงานของรังไข่นั้นจะถูกควบคุมโดยต่อมใต้สมอง (pituitary) โดยต่อมนี้จะหลั่งฮอร์โมนออกมาควบคุมการทำงานอยู่ 2 ชนิดคือ 1) Follicular Stimulating Hormone (FSH) ซึ่งหลักๆ จะกระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่และทำให้ “ไข่สุก” และกระตุ้นรังไข่สร้างฮอร์โมน estrogen 2) Luteinizing Hormone (LH) หลักๆ จะกระตุ้นการ “ตกไข่” (สิ่งที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระดับฮอร์โมน estrogen และ progesterone ที่ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อสร้างได้อย่างเพียงพอแล้ว มันจะเป็นตัวบอกไปยังสมองว่าร่างกายสร้างพอแล้วนะ หยุดหลั่ง FSH ได้แล้ว ต่อมใต้สมองก็จะหยุดหลั่ง FSH)

รูปภาพ

รูปที่ 7

ประเด็นสำคัญ

จากรูปที่ 7 : เราจะพบว่าช่วงต้นเดือน (จริงๆ หมายถึงวันที่ 1-13 หลังการมีประจำเดือน) รังไข่จะได้รับอิทธิพลจาก FSH จากต่อมใต้สมองมากระตุ้นให้เจริญเติบโตและทำให้ไข่สุก นอกจากนี้ FSH ยังกระตุ้นให้รังไข่ (ซึ่งจริงๆคือเซลล์ในรังไข่ที่เรียกว่า Follicles) สร้างฮอร์โมนขึ้นมาหนึ่งชนิดคือ “เอสโตรเจน (estrogen)” ฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้จะไปกระตุ้นให้ผนังมดลูกเกิดการ “หนาตัว” ขึ้น (หลังจากที่หลุดลอกไปในตอนที่เป็นประจำเดือน) หลังจากนั้นประมาณกลางเดือน (จริงๆ จะหมายถึงวันที่ 14-16 ของรอบเดือน) ฮอร์โมน LH จากต่อมใต้สมองจะหลั่งสูงสุด (ศัพท์เทคนิคเรียกว่า LH surge ครับ) ผลของมันทำให้เกิดการ “ตกไข่” พอ follicle ปล่อยไข่ออกไป (ตกไข่) ตัว follicle เองจะฝ่อลง ซึ่งจะมีชื่อเรียกใหม่ว่า คอร์ปัส ลูเตียม (corpus luteum) ซึ่งจะไม่ได้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว แต่จะผลิตฮอร์โมน “โปรเจสเตอโรนแทน (progesterone)” ผลของฮอร์โมนนี้จะทำให้ผนังมดลูกหนาตัวยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อรองรับการฝังตัวของไข่

รูปภาพ

รูปที่ 8

ประเด็นสำคัญ

จากรูปที่ 8 : ในช่วงปลายเดือน (จริงๆ แล้วหมายถึงวันที่ 17-28 หลังการมีรอบเดือน) หากไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม (รูปซ้าย) จะใช้เวลาประมาณ 5-8 วันในการแบ่งตัวและเคลื่อนลงมาฝังตัวที่ผนังมดลูก หากไข่ได้รับการผสม corpus luteum จะยังคงผลิตฮอร์โมน progesterone ต่อไป เพื่อประคับประคองให้การตั้งครรภ์ยังคงอยู่ต่อไป (หลังจากนั้นเมื่อร่างกายสร้างรกแล้ว รกจะทำหน้าที่ผลิต progesterone ต่อไป) แต่หากไข่ไม่ได้รับการผสม (รูปขวา) corpus luteum จะฝ่อไป จึงไม่สามารถสร้าง progesterone ต่อไปได้ ระดับ progesterone จะลดลง ส่งผลให้ผนังมดลูกหลุดลอกออกมาเป็น “ประจำเดือน” ในช่วงปลายของรอบเดือน

การนำความรู้พื้นฐานไปเชื่อมกับเภสัชวิทยา 

การประยุกต์ใช้ความรู้ด้านนี้ส่วนใหญ่จะเอาไปใช้ในการให้คำแนะนำปรึกษาเรื่องการมีประจำเดือน การนับระยะปลอดภัย และกลุ่มยาทางเภสัชวิทยาที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ “ยาคุมกำเนิด” (Contraceptives) ซึ่งมีหลายชนิดทั้งชนิดรับประทาน ชนิดฉีด ชนิดฝัง ชนิดแผ่นแปะ ซึ่งยาคุมกำเนิดทั้งหมดจะผลิตมาจากฮอร์โมน estrogen และ/หรือ progesterone โดยทั่วไปออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้โดยไป “ยับยั้งการตกไข่” ซึ่งประยุกต์มาจากการที่เราทราบว่า เมื่อร่างกายรู้ว่ามีฮอร์โมน Estrogen หรือ Progesterone ที่เพียงพอ ต่อมใต้สมองจะหยุดหลั่ง FSH พอไม่หลั่ง FSH ก็จะไม่มีตัวไปกระตุ้นรังไข่ให้เจริญเติบโตและไข่ก็จะไม่สุก พอไข่ไม่สุกก็ “ไม่มีการตกไข่” พอคุณผู้หญิงไม่มีไข่ตก ก็จะไม่เกิดการตั้งครรภ์… ยาคุมกำเนิดจึงป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยเหตุฉะนี้ครับ

นอกจากนี้ยังมีต่อมไร้ท่ออื่นๆ อีกหลายต่อม แต่จะไม่ขอกล่าวอีกในที่นี้ ในบทนี้เราจะให้ความสนใจไปที่ตับอ่อน, ต่อมไทรอยด์ และรังไข่ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ยารักษาเบาหวาน, ยารักษาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ และยาคุมกำเนิด ตามลำดับ เพราะจากความรู้พื้นฐานที่เราทราบเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของต่อมและฮอร์โมนที่ต่อมสร้างขึ้น เมื่อต่อมหรือฮอร์โมนมีความผิดปกติไป สมดุลย์ในร่างกายจะเปลี่ยนไป ทำให้คนเราเกิดโรคภัยเกิดขึ้น เราจึงสร้างยาขึ้นมารักษาโรคเหล่านี้ โดยอาศัยกลไกการออกฤทธิ์จากความรู้พื้นฐานที่กล่าวมาข้างต้น ในการอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมยาถึงรักษาโรคนี้ได้ และเมื่อใช้ไปทำไมยาบางชนิดจึงเกิดอาการข้างเคียงขึ้น อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่จำเป็นต้องท่องจำอย่างเดียวววววว…..

 รูปภาพ