ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ (Part I) : ยารักษาอาการไอ

ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ (Drugs Used in Respiratory System)

(Part I) : ยารักษาอาการไอ

เรียบเรียงโดย ภก.ประดิษฐ์   โคตรสังข์

1.บทนำ

ในบทนำทุกๆครั้ง จะเป็นการกล่าวถึงความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการเรียนหัวข้อนั้นๆ อย่างเรื่องนี้ “ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ” ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นก็ต้องเป็นระบบโครงสร้างของร่างกายในส่วนระบบทางเดินหายใจในวิชา ในร่างกายของคนเราซึ่งประกอบไปด้วยหลายพันล้านเซลล์ล้วนต้องการออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง จึงกล่าวได้ว่าเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เลยหากปราศจากออกซิเจน ระบบที่จะนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายคือระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินหายใจจึงเป็นระบบที่สำคัญระบบหนึ่งของร่างกาย ทำหน้าที่ร่วมกันกับระบบหัวใจและหลอดเลือดในการขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และนำเอาคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียภายในเซลล์ออกมา ด้วยการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ  การหายใจจะทำงานโดยอัตโนวัติภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการหายใจที่อยู่ในเมดุลลาออบลองกาตา (medulla oblongata) โดยมีปัจจัยทางเคมีมากระตุ้น ได้แก่ ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในกระแสเลือด และนอกจากนี้ยังถูกควบคุมภายใต้อำนาจของจิตใจโดยสมองส่วนซีรีบรับคอร์เทกซ์ (cerebral cortex) ทำงานประสานกับเส้นประสาทสั่งการในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหายใจ

อาการหรือโรคที่พบบ่อยในระบบทางเดินหายใจ

  1. อาการไอ
  2. อาการหวัด น้ำมูกไหล และอาการคัดจมูก
  3. โรคหอบหืด

 

2.อาการไอ

รูปภาพ 2

หากเราเกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ต้องเริ่มจากการมีคำถามก่อนใช่มั้ยครับ ทำไมคนเราถึงไอนะ??  นั่นเป็นสิ่งที่นักศึกษาควรจะมีในการเรียนทุกครั้ง จริงๆแล้ว การไอ (cough) เป็นกลไกอย่างหนึ่งของร่างกายที่ช่วยในการขับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควัน สารคัดหลั่ง หรือเชื้อโรคที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจให้ออกไปจากร่างกาย ทำให้ทางเดินหายใจโล่ง แต่บางครั้งหากการไอนี้มีความรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วย ในกรณีนี้อาจจำเป็นต้องได้รับยาในการรักษา เนื่องจากการไอมีหลายรูปแบบ การเลือกใช้ยาก็จะมีความแตกต่างกัน

การไออาจแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่

-ไอแบบไม่มีเสมหะ (dry or nonproductive cough) มีลักษณะเป็นการไอแห้งๆ ไอถี่ๆ แต่ไม่มีเสมหะออกมา อาจจำเป็นต้องให้ยาระงับไอหรือยากดการไอ (anti-tussives or cough suppressants)

-การไอแบบมีเสมหะ (productive cough) การไอแบบนี้มีประโยชน์ในการช่วยขับสิ่งแปลกปลอมหรือสารคัดหลั่งต่างๆ ออกจากทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจโล่ง จึงไม่ควรให้ยาระงับไอหรือยากดการไอ แต่หากเสมหะมีความข้นเหนียวมาก หรือแห้งเหนียวจนไม่สามารถขับออกมาได้ อาจให้ยาละลายเสมหะ (mucolytics) เพื่อให้เสมหะมีความอ่อนตัว ขับออกได้ง่าย หรืออาจให้ยาขับเสมหะ (expectorants)

 

ยาแก้ไอจึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

2.1 ยาระงับไอ หรือยากดการไอ (Anti-tussives or Cough Suppressants) ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการกดศูนย์การไอ (cough center) ที่สมองส่วน medulla oblongata ยากลุ่มนี้สามารถแบ่งได้อีก 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

       2.1.1 ยาระงับไอชนิดเสพติด (Narcotic Antitussives) ยาในกลุ่มนี้เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น ยาที่มีความสำคัญและนิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ codeine แต่การใช้ยานี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม ระวังการขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักรกล ระวังการใช้ติดต่อกันนานๆ แล้วจะทำให้เสพติดและการใช้ขนาดสูงๆ จะทำให้กดการหายใจได้

      2.1.2 ยาระงับไอชนิดไม่เสพติด (Non-narcotic Antitussives) ยาในกลุ่มนี้ประกอบด้วยยาหลายกลุ่ม ยาที่มีความสำคัญและนิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น ได้แก่ dextromethorphan ยาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากในการระงับไอแบบแห้งๆ ไม่ทำให้เสพติด และเกิดการง่วงซึมน้อยกว่า และยากลุ่มยาต้านฮิสตามีนที่มีฤทธิ์ระงับไอ ได้แก่ diphenhydramine เนื่องจากอยู่ในกลุ่มยาต้านฮิสตามีนจะทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้มาก

2.2 ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ยาในกลุ่มนี้มีกลไกในการออกฤทธิ์ไปทำลายโครงสร้างของเสมหะ ทำให้เสมหะแยกกันออกเป็นส่วนๆ เสมหะมีความหนืดลดลง ทำให้ถูกขับออกด้วยการไอได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น bromhexine, ambroxal, acetylcysteine, carbocysteine เป็นต้น (หมายเหตุ : acetylcysteine นอกจากจะใช้บรรเทาอาการไอด้วยการละลายเสมหะแล้ว ยังใช้ใช้แก้พิษจาก paracetamol โดยให้รับประทานครั้งแรกในขนาด 140 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตามด้วยขนาด 70 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกๆ 4 ชั่วโมง อีก 17 dose)

2.3 ยาขับเสมหะ (Expectorants) ยาในกลุ่มนี้จะมีกลไกในการออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นให้มีการขับเสมหะ เพิ่มการหลั่งสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ ทำให้เสมหะอ่อนตัวลง เพิ่มการพัดโบกของขนเซลล์ในทางเดินหายใจ (cilia) ช่วยขับสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในทางเดินหายใจออกมาด้วย ตัวอย่างยาที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ guaifenesin (glyceryl guaiacolate), ammonium chloride, potassium iodide เป็นต้น

หมายเหตุ : จากผลิตภัณฑ์ยาน้ำที่ใช้ในการบรรเทาอาการไอ เรามักพบว่ามักนำส่วนผสมของยาละลายเสมหะกับยาขับเสมหะเข้าด้วยกันเสมอ เพื่อเสริมฤทธิ์ในการบรรเทาอาการไอ

 

สรุปอีกทีนะครับ

หากเราไอแบบมีเสมหะ เราควรรับประทานยาละลายเสมหะ (Mucolytics) และ/หรือยาขับเสมหะ (Expectorants) แต่ไม่ควรรับประทานยาระงับไอ (Antitussives) เพราะมันจะทำให้เสมหะคั่งค้าง อุดตันหลอดลมได้ แต่ในกรณีที่เราไอแห้งๆ ใช้ยาระงับไอเหมาะสมที่สุด