ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) Part 2

ยาเม็ดคุมกำเนิด (ตอนที่ 2)

ภก.ประดิษฐ์   โคตรสังข์

 

IMG_0737

ในตอนที่แล้วได้พูดเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดไปมากพอสมควร ตั้งแต่กลไกการออกฤทธิ์ว่าทำไม ยาเม็ดคุมกำเนิดจึงป้องกันการตั้งครรภ์ได้ แล้วก็พูดถึงชนิดของยาเม็ดคุมกำเนิดว่ามีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ในตอนนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเจ้าตัวฮอร์โมนที่ผสมอยู่ในยาเม็ด คุมกำเนิดว่ามีอะไรบ้าง แต่ละตัวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำไมยาเม็ดคุมกำเนิดจึงมีหลากหลายยี่ห้อจัง แล้วเราควรแนะนำให้แต่ละคนทานยี่ห้อไหนดี อ่านจบบทความตอนนี้อาจจะพอมีคำตอบครับ

 

I. วิวัฒนาการของยาคุมกำเนิด

ก่อนที่จะไปเจาะลึกเกี่ยวกับฮอร์โมน ขอเล่าถึงความเป็นมาเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดซักเล็กน้อยครับ ก่อนหน้าที่มนุษย์จะรู้จักใช้ “ยาเม็ด” ในการคุมกำเนิด มนุษย์รู้จัก “การคุมกำเนิด” มาตั้งแต่ครั้ง โบราณ (ประมาณ 400 ปีที่แล้ว) โดยพบหลักฐานว่ามีการใช้หนังสัตว์หรือลำไส้ของสัตว์มาสวมครอบ อวัยวะเพศชายหรือใส่เข้าไปในช่องคลอดของคุณผู้หญิง ต่อมาก็พัฒนาเป็น “ถุงยางอนามัย” อย่างที่ เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งทำจากยางพาราหรือโพลียูรีเทน ในส่วนของยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นได้รับการขึ้น ทะเบียนให้ใช้เป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1960 ก็ประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา

  • ระยะแรกของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม จะประกอบด้วยเอสโตรเจน (ส่วนใหญ่จะเป็น ethinyl estradiol; EE) ในขนาดที่สูง (ประมาณ 0.05 mg หรือ 50 mcg) ทำให้เกิด อาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก มีความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้าได้สูง ประจำเดือนมามากกว่าปกติ ปวดประจำเดือนมาก เต้านมโต เจ็บคัดเต้านม และเสี่ยงต่อเส้นเลือดอุดตัน ในขณะที่ โปรเจสเตอโรนจะเป็นรุ่นที่ 1 ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชายสูง ทำให้มีอาการหน้ามัน เป็นสิว ขนดก เพิ่มความอยากอาหาร น้ำหนักเพิ่ม ประจำเดือนมาน้อย เต้านมเล็ก เป็นต้น
  • ระยะต่อๆมาจึงมีการพัฒนาโดยลดขนาดของเอสโตรเจนลงเพื่อลดอาการข้างเคียง (ปัจจุบัน พบขนาดต่ำสุดของ EE คือ 0.02 mg) แต่ก็พบว่าอาจพบภาวะเลือดออกผิดปกติคล้าย ประจำเดือนได้ในช่วงต้นถึงกลางเดือน (breakthrough bleeding) และประจำเดือนมาน้อย กว่าปกติ ในส่วนของโปรเจสเตอโรนก็พัฒนาเป็นรุ่นที่ 2, 3 และ 4 เพื่อลดอาการข้างเคียง ของฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชาย (androgenic effect) และมีฤทธิ์แรงขึ้น ทำให้สามารถลดขนาดยา ลงได้ด้วย

มาถึงตรงนี้พวกเราคงพอมองออกแล้วว่า ทำไมยาเม็ดคุมกำเนิดจึงมีหลากหลายจัง ถ้าเป็นฮอร์โมน รุ่นเก่าหน่อยราคาก็จะถูก แต่ก็พบอาการข้างเคียงได้มาก ถ้าเป็นฮอร์โมนรุ่นใหม่ๆ ราคาก็จะแพงขึ้น แต่ก็จะช่วยลดอาการข้างเคียงบางอย่างได้

 

II. ชนิดของฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิด

ในหัวข้อนี้เราจะมาดูซิว่าในยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นมันมีฮอร์โมนอะไรบ้าง โดยทั่วไปยาเม็ดคุมกำเนิดที่ นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน โดยภาพรวมฮอร์โมนเอสโตรเจนจะยับยั้งการหลั่ง FSH ทำให้ follicle ในรังไข่ไม่เจริญไปเป็นไข่สุก และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะยับยั้ง LH surge ทำให้ไม่เกิดการตกไข่

ด้วยเหตุนี้จึงนิยมผสมฮอร์โมนสองตัวนี้เข้าด้วยกัน เพราะทำให้ประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่ ดีขึ้น

 

ฮอร์โมนเอสโตรเจน

 

ชนิดของเอสโตรเจน

ผลของเอสโตรเจน

Mestranol

Mestranol จะถูกเปลี่ยนไปเป็น EE ที่ตับก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นฤทธิ์โดยทั่วไปจึงอ่อนกว่า EE ประมาณ 50% ทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอยได้มากกว่า EE

Ethinyl Estradiol (EE)

มีฤทธิ์แรงกว่า mestranol

 

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

บางทีเรียก “โปรเจสโตเจน” (progestogens) ซึ่งที่ถูกต้องน่าจะเรียกว่า “โปรเจสติน” (progestins) เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น

 

ชนิดของโปรเจสติน

ผลของโปรเจสติน

รุ่นที่ 1 (First-generation Progestins) มีโครงสร้างเป็น Estrane : Norethindrone และมีโครงสร้างเป็น Pregnanes : Medroxyprogesterone acetate

รุ่นแรกนี้เป็นอนุพันธ์ของ progesterone จึงมีฤทธิ์ของ ฮอร์โมนเพศชายสูง (ฤทธิ์ androgen สูง เช่น หน้ามัน เป็นสิว ขนดก น้ำหนักเพิ่ม และมีผลต่อกระบวน การเผาผลาญไขมัน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางระบบหัวใจ และหลอดเลือด)

รุ่นที่ 2 (Second-generation Progestins) มีโครงสร้างเป็น Gonane : Norgestrel, Levonorgestrel, Norethisterone

มีฤทธิ์ androgen ต่ำกว่ากลุ่มแรก (แต่ก็ยังสูงอยู่ครับ เนื่องจากยังเป็นอนุพันธ์ของ testosterone อยู่นั่นเอง), มีความแรงมากกว่ากลุ่ม แรก จึงทำให้ใช้ในขนาดที่ต่ำกว่า ลดอาการข้างเคียงได้ มากกว่า

รุ่นที่ 3 (Third-generation Progestins) มีโครงสร้างเป็น Gonane :  : Norgestimate, Gestodene, Desogestrel

มีฤทธิ์ androgen ต่ำลงมาอีก และบางชนิด เช่น Cyproterone ยังมีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายอีก (เรียกว่า antiandrogenic effect ผลคือเรานำมาใช้ใน การลดอาการหน้ามัน เป็นสิว (ลดการสร้างไขมัน)

รุ่นที่ 4 (Fourth-generation Progestins) มีโครงสร้างเป็น Estranes : Drospirenone, Dienogest และมีโครงสร้างเป็น Pregnanes : Trimegestone

Drospirenone นอกจากมีฤทธิ์ antiandrogenic effect ยังมีฤทธิ์ขับน้ำได้ด้วย ทำให้ไม่บวมน้ำ (กินแล้วไม่อ้วน ไม่บวมน้ำ)

 

หมายเหตุ : บางตำราแบ่งชนิดโปรเจสเตอโรนเป็น 3 รุ่น โดยรวมรุ่นที่ 3-4 เข้าด้วยกัน และอยากให้ สังเกตรุ่นที่ 1 และ 2 ดู เนื่องจากเป็นอนุพันธ์รุ่นแรกๆ ของ testosterone จึงสามารถจับและกระตุ้น ตัวรับ testosterone ได้ ทำให้จึงยังมีความเป็นฮอร์โมนเพศชายสูง (ทีนี้ลองความรู้นี้ไปเชื่อมกับ หัวข้อ Pharmacokinetics และ Pharmacodynamics ดูนะครับ เพราะมันจะช่วยอธิบายกลไกการ ออกฤทธิ์ของยา นำไปสู่ข้อบ่งใช้และอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นได้)

 

III. วิธีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (ที่ถูกต้องน่าจะเรียก “วิธีการบริหารยา” ครับ)

 

วิธีรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined pills) โดยทั่วไปมีคำแนะนำ ดังนี้

1)    ในกรณีที่เป็นแผงแรก : โดยทั่วไปให้เริ่มรับประทานเม็ดแรก ในวันแรกที่มีประจำเดือน หรือระหว่าง วันที่ 1-5 หลังจากมีรอบเดือน รับประทานยาวันละ 1 เม็ดในเวลาเดียวกันของทุกวัน โดยควรรับประทานก่อนนอน (อันนี้เพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ)

2)    ในกรณีที่เป็นแผงต่อๆ มา : แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  • ถ้าเป็นชนิด 21 เม็ด : เมื่อรับประทานแผงแรกถีงเม็ดที่ 21 แล้ว ให้หยุดยาเป็นเวลา 7 วัน ในวันที่ 8 รับประทานยาในแผงต่อไปเช่นเดิม (ในช่วง 7 วันที่หยุดยา อาจจะมีประจำเดือนมาหรือไม่มาก็ได้ หากประจำเดือนมา จะมากี่วันไม่ต้องไปสนใจ และถึงแม้ประจำเดือนยังคงมาอยู่หรือหมดไปแล้วก็ตาม เมื่อครบ 7 วัน แล้วให้เริ่มรับประทานยาเม็ดแรกของแผงใหม่ได้เลย)
  • ถ้าเป็นชนิด 28 เม็ด : เมื่อรับประทานแผงแรกถึงเม็ดที่ 28 แล้วไม่ต้องหยุดยา ให้รับประทานแผงต่อมาได้เลย

วิธีการแก้ไขกรณีลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด

1) กรณีที่ลืมรับประทานยา 1 เม็ดให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานเม็ดต่อไป เช่นเดิม (ดังนั้นในวันต่อมาที่นึกได้นั้น จะรับประทานยาทั้งหมด 2 เม็ด)

2) กรณีลืมรับประทาน 2 เม็ด

  • หากเป็นสัปดาห์ที่ 1-2 ของการรับประทานยา ให้รับประทานยา 2 เม็ดทันทีที่นึกได้ และรับประทานอีก 2 เม็ดในวันถัดไป จากนั้นรับประทานยาตามปกติ และภายใน 7 วัน ของช่วงที่ลืมรับประทานยาให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นร่วมด้วย
  • หากเป็นสัปดาห์ที่ 3 ให้ทิ้งยาแผงเดิม และเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้เลยในวันนั้น และภายใน 7 วัน ของช่วงที่ลืมรับประทานยาให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น ร่วมด้วย

3) กรณีลืมรับประทานยา 3 เม็ด ให้หยุดรับประทานทิ้งยาแผงเดิม และเริ่มรับประทานยา แผงใหม่ได้เลยในวันนั้น และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยาให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น ร่วมด้วย และหากประจำเดือนขาดหายติดต่อกัน 2 เดือนอาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้

4) กรณีที่ลืมรับประทานยาเม็ดที่ไม่ใช่ฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแบบ 28 เม็ด ให้ข้ามวันที่ลืมรับประทานไปได้ และรับประทานเม็ดต่อไปตามปกติ (เพราะเป็นเม็ดแป้ง เราไม่จำเป็น ต้องรับประทานก็ได้ ไม่มีผลต่อการคุมกำเนิด)

ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดให้ติดตามกันต่อนะครับ…ติดตามได้ในคอลัมภ์ “คุยเฟื่อง… เรื่องยา” นะครับ