อันเนื่องมาจาก “วิชาตัวเบา” ของเด็กชายกานต์

อันเนื่องมาจาก “วิชาตัวเบา” ของเด็กชายกานต์

นายหมอยา

ผมอ่าน “วิชาตัวเบา” ของเด็กชานกานต์ (กานต์   สมุทรโคตา) มานานแล้ว แอบชื่นชมนิด ๆ กับความคิดและมุมมองของเด็ก (จริง ๆ ก็ไม่เด็กแล้ว) ในวัยนี้ รวมถึงทักษะในการเขียนเล่าเรื่อง ผมไม่ค่อยทราบประวัติของกานต์มากนัก ทราบว่าเรียนจบจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เขาเขียนหนังสือเล่มนึงชื่อ “วิชาตัวเบา” เอาไว้แจกให้กับคนที่มาร่วมงานในวันที่จบการศึกษา หนังสือเล่มนี้ไม่หนามาก แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกตุ การมองโลก รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวของกานต์ได้เป็นอย่างดี หนังสือเล่มนี้เขียนคำนิยมโดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากร   สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (จริง ๆ ผมติดตามอ่านงานเขียนของท่านอยู่แล้วในมติชนรายสัปดาห์) นั่นยิ่งทำให้เห็นถึงความน่าสนใจของเด็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี…อยากให้นักศึกษาที่จบจากที่นี่เป็นเหมือนกานต์บ้าง อย่างน้อยรุ่นละคนสองคนก็ยังดี

 

ในประสบการณ์การสอนของผม มีส่วนหนึ่งใน “วิชาตัวเบา” ที่ผมชอบใช้มาตลอด โดยเฉพาะในชั่วโมงแรกที่เจอกับนักศึกษาใหม่ นั่นคือ “วิชาย้อนเวลา” ในวิชาตัวเบา ของเด็กชายกานต์ เขียนไว้ประมาณว่า “ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็ตาม แม้ความผิดพลาดจะทำให้เรามีประสบการณ์ แต่คงไม่มีใครอยากให้ตนเองผิดพลาด …. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่ทำอย่างนั้น …. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะทำอย่างนี้ …. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะ …………” สิ่งหนึ่งที่กานต์เขียนในช่วงท้ายของ “วิชาย้อนเวลา” คือ ถึงแม้เราต้องรอเทคโนโลยีในการผลิต Time machine อีกนาน เพื่อกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต (ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตจะได้เห็นรึเปล่ายังไม่รู้) แต่ถ้าลองคิดเล่น ๆ ว่า … เราอาจจะกำลังย้อนเวลากลับมาในปัจจุบัน เพื่อแก้ไขเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ … และถ้าเราย้อนเวลากลับมากันจริง ๆ คำถามก็คือ …. “เรายังจะทำในสิ่งที่เราย้อนกลับมาแก้กันอีกไหม”

 

ในชั่วโมงแรกของการเรียนของ “นักศึกษาใหม่” ผมมักจะแจกกระดาษเปล่าให้กับเด็กแผ่นหนึ่ง แล้วให้เด็ก ๆ เขียนชื่อ ชื่อเล่น จังหวัด เบอร์โทร อีเมล์ (เอาไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดต่อกับเด็ก ๆ ภายหลังครับ) แล้วจะให้เด็ก ๆ เขียนบรรยายความรู้สึกว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะ …………………….” ด้วยวิธีการนี้ทำให้ผมได้ทราบเรื่องราวบางอย่างที่เวลาให้พูด เด็กจะไม่กล้าพูด แต่ถ้าให้เขียน จะยังพอเขียนได้ ทำให้ทราบความผิดพลาดต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ความผิดหวัง ความเสียใจ ตลอดจนแนวคิดบางอย่างของเด็กได้ (สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมทราบความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กที่เรียน บางทีทำให้ทราบถึงภูมิหลังของแต่ละคนด้วย) … บางปี เด็กบางคนเขียนบรรยายเต็มหน้ากระดาษก็มี 

 

ในช่วงท้ายของบทวิชาย้อนเวลา … กานต์ได้เขียนเกี่ยวกับ “ความสำคัญของเวลา” ขออนุญาตคัดลอกและนำมาบอกเล่าต่อดังนี้

  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 10 ปี มีค่าขนาดไหน  ถามคู่แต่งงานที่เพิ่งหย่าร้างกัน
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 4 ปี มีค่าขนาดไหน ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 1 ปี มีค่าขนาดไหน ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 9 เดือน มีค่าขนาดไหน ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 1 เดือน มีค่าขนาดไหน ถามแม่ที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 1 อาทิตย์ มีค่าขนาดไหน ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 1 ชั่วโมง มีค่าขนาดไหน ถามคนรักที่รอพบกัน
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 1 นาที มีค่าขนาดไหน ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง หรือเรือบิน
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลา 1 วินาที มีค่าขนาดไหน ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด
  • ถ้าอยากรู้ว่า… เวลาเสี้ยววินาที มีค่าขนาดไหน  ถามนักกีฬาโอลิมปิกที่ชนะเหรียญเงิน

ความสำคัญและค่าของเวลาของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานภาพและสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ …

 

มีอีกสองวิชาในวิชาตัวเบาที่ผมอยากขออนุญาตกานต์นำไปใช้ในชีวิต … วิชาแรกคือ “วิชาภาษาอังกฤษ” ชอบจังกับประโยคของอาจารย์แมรี่-แอนน์   พลายพิชิต ที่ว่า

“I don’t want to know your background”

ฉันไม่สนหรอกว่าเมื่อก่อนคุณเป็นอย่างไร

อยากบอกกับเด็ก ๆ ที่มาเรียนด้วยจังเลยว่า… “อาจารย์ไม่สนหรอกครับว่า เมื่อก่อนเด็ก ๆ จะเป็นอย่างไรมา มาจากครอบครัวเกษตรกรหรือมหาเศรษฐี … สิ่งที่เราควรให้ความใส่ใจคือ.. ตัวเราในปัจจุบัน จงตั้งใจเรียนและแสวงหาประสบการณ์ชีวิตให้มากที่สุด เพื่อจะใช้เป็นสิ่งนำพาชีวิตไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จต่อไป” … วิชาที่สองคือ “วิชาอ่านใจคน” ชอบจังกับประโยคที่ว่า … ตราบใดที่เรายังไม่มีวิชาอ่านใจใคร อย่าเอาตัวเองไปตัดสินคนอื่นเลยครับ … คนเรามักยึดเอาความคิดตัวเป็นบรรทัดฐาน การเข้าข้างตัวเอง การคาดหวัง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การมองไม่รอบด้าน จะก่อให้เกิดการรับรู้ที่บิดเบือน … จะพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากที่สุด … จะได้ไม่ทำร้ายใครเพียงเพราะเราอ่านใจใครได้นั่นเอง