เรื่องสิวๆ

เรื่องสิวๆ

นายหมอยา

 

สมัยเมื่อผมเป็นยังเป็นวัยรุ่น เมื่อซักประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน หากมีคนพูดว่า “เรื่องสิวๆ” มันมักมีความหมายว่า เป็นเรื่อง ธรรมด๊า ธรรมดา ไม่ร้ายแรงอะไร ไม่มีอะไรน่าวิตก อะไรประมาณนั้นแหละครับ (ถ้าทุกวันนี้ คงพูดกันว่า “เรื่องชิวๆ” กันมากกว่าครับ) แต่หากมีใครซักคน ที่เป็น “วัยรุ่นสมัยนี้” พูดคำนี้ มันอาจจะเป็นปัญหาสำหรับเขาแล้วก็ได้ เพราะคำว่า “เรื่องสิวๆ” มันไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับ เขานะซีครับ ทำไมเมื่อเกิดเรื่อง “สิว” กับเขาเหล่านี้แล้วมันต้องเป็น ปัญหา เพราะมันหมายถึง “สิว” ที่อยู่บนใบหน้า บางคนเพียงแค่สิวเม็ดเดียวเท่านั้นก็ทำให้ขาดความมั่นใจที่จะออกไปพบปะผู้คนแล้ว แล้วถ้ามันเกิดขึ้นหลายๆ เม็ดและก็ลามไปเรื่อย อักเสบ เป็นหนอง พอหายก็เป็นแผลเป็น เป็นหลุมล่ะ ก็จะยิ่งซ้ำร้ายเข้าไปใหญ่… แต่สำหรับผมในวัยปูนนี้แล้ว อาจจะอยากให้มีสิวซักเม็ด ผุดขึ้นมาบนผิวหน้าบ้างก็ยังดีครับ เพราะมัน อาจเป็นสัญลักษณ์ที่จะบอกให้คนอื่นรู้ว่า ผมยัง “ไม่แก่” นั่นเอง ฮ่าๆๆๆๆ….

 IMG_0743

 

สาเหตุหลักๆ ของการเป็นสิว

ทำไมสิวชอบเป็นปัญหากับวัยรุ่นนะ (โดยเฉพาะกับเพศหญิง) แต่กับวัยอย่างผม ทำไมถึงไม่เป็นปัญหา ทั้งนี้ก็เพราะว่า โดยทั่วไป ธรรมชาติของการเกิดสิวนั้นมีสาเหตุหลักๆ จาก 3 อย่าง คือ

1)     ฮอร์โมน พบว่าฮอร์โมนเพศชาย (androgen) มีผลทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม ซึ่งในช่วงวัยรุ่น  (11 – 14 ปี) จะมีการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้มาก ฮอร์โมนนี้พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้นจึงพบว่า หากใครมีฮอร์โมนนี้เยอะ จะมีอาการหน้ามัน มีขนแขน ขนขาเยอะ มีหนวด มีเครา (ทีนี้คนที่ชอบเป็น สิวก็ลองสังเกตุตัวเองดูนะครับ…หากมีอาการเหมือนที่พูดมา แสดงว่าสาเหตุของการเป็นสิวของเรานั้น ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าตัวฮอร์โมนเพศชายนี่แหละ…อันนี้สำคัญเพราะมันจะเกี่ยวกับการรักษาด้วยนะ) เมื่อมีการสร้างไขมันเยอะ ก็จะเกิดการอุดตันตามต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขน เกิดเป็นสิวได้

2)     ต่อมไขมัน พบว่าต่อมไขมันซึ่งมีเยอะตามบริเวณใบหน้า หน้าอก และ แผ่นหลังช่วงบน ต่อมมีการผลิตไขมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจมาจากเจ้าฮอร์โมนเพศชายไปกระตุ้น หรืออาจจะมาจากกรรมพันธุ์หรือสาเหตุอื่นๆ ไขมันที่ผลิตมากขึ้นจะเกิดการอุดตันและมันจะหาทางระบายออกไปทางรูขุมขน บางครั้ง อาจมีมีเศษเซลล์ผิวหนังอุดตันที่รูขุมขนด้วย ทำให้เป็นสิวได้ (จริงๆ แล้วไอ้เจ้าต่อมไขมันเนี่ยมันดีอยู่นะครับ เพราะถ้าไม่มีมันผิวเราจะแห้งได้ แต่ถ้าผลิตมากเกินไป ก็หน้ามันเป็นสิวได้นั่นแหละครับ)

3)     แบคทีเรีย พบว่ามีเจ้าแบคทีเรียตัวหนึ่งชื่อ Propionibacterium acne (P. acne) ชอบอยู่ตามรูขุมขน และรูเปิดของต่อมไขมัน แบคทีเรียตัวนี้จะทำปฏิกิริยากับไขมันทำให้เกิดอุดตันได้ (ไอ้เจ้าแบคทีเรียตัวนี้มันเป็นชนิดที่เจริญเติบโตโดยไม่อาศัยออกซิเจน ถ้ามันโดนออกซิเจนมันจะตายได้ อันนี้สำคัญครับ เพราะมันจะส่งผลต่อการรักษาด้วยยาบางชนิดนะ)

นอกจากนี้แล้วยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น จากเครื่องสำอาง, การรักษาความสะอาด, การรับประทานยาบางชนิด (ยาสเตียรอยด์, ยาเม็ดคุมกำเนิด), การรับประทานอาหารบางชนิด (เช่น ช็อกโกแลต) หรือความเครียด เป็นต้น

 IMG_0744

ชนิดของสิว

ในที่นี้จะขอแบ่งง่ายๆ เพื่อนำไปสู่การดูแลรักษาง่ายๆ ได้นะครับ

 

สิวไม่อักเสบ หรือสิวอุดตัน หรือ Comedone สิวประเภทนี้เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน มักพบใน 2 ลักษณะคือ

  • สิวหัวปิด อันนี้จะพบลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก หัวสีขาว (ที่เห็นขาวๆ จะเป็นไขมัน) บางทีก็เรียกว่า “สิวหัวขาว”
  • สิวหัวเปิด อันนี้จะพบลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก หัวมีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง (ที่เห็นเป็นจุดดำๆ อยู่ตรงกลางจะเป็นเศษเซลล์ผิวหนัง) บางทีก็เรียกว่า “สิวหัวดำ”

สิวอักเสบ สิวลักษณะนี้เกิดจากสิวอุดตันนั่นแหละครับ แต่มีการติดเชื้อซ้ำ (ส่วนใหญ่เป็น แบคทีเรีย) ทำให้เกิดการอักเสบและเป็นหนองเกิดขึ้น บางคนก็เป็นนิดเดียว บางคนก็อักเสบเยอะ คนที่เป็นเยอะๆเนี่ย ห้ามแกะหรือบีบสิวเลยนะครับ เพราะอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้

 

การรักษา

ในที่นี้ขอแนะนำการรักษาเป็น 2 กรณีนะครับ คือ แบบไม่ใช้ยาและจำเป็นต้องใช้ยา

แบบไม่ใช้ยา : ส่วนใหญ่จะแนะนำตามสาเหตุครับ เช่น

  • การดูแลรักษาความสะอาดใบหน้าและร่างกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดสิว เช่น หากรับประทานช็อกโกแลตแล้วสิวขึ้น ก็ให้หลีกเลี่ยง

แบบใช้ยา : ขอยกตัวอย่างการรักษาด้วยยากับสิวบางชนิด ดังนี้ครับ

  • การรักษาสิวที่เกิดจากฮอร์โมน : สังเกตุง่ายๆ ครับสิวชนิดนี้มักเกิดในคนที่มีอาการ หน้ามัน ขนดก มีผมร่วง ประมาณนี้ครับ จากการศึกษาพบว่ามักเกิดในคุณผู้หญิงโดยเฉพาะช่วง ก่อนมีประจำเดือน มักเกิดบริเวณกราม คาง หน้าอก หรือแผ่นหลัง การรักษาอาจใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ชนิดที่มีฮอร์โมน (โปรเจสเตอโรน) ที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่ ฮอร์โมน Cypoterone acetate (ยี่ห้อที่คุ้นๆ กัน เช่น ไดแอน (Diane), ซูซี่ (Susee), พรีม (Preme)), ฮอร์โมน Gestodene (เช่นยี่ห้อ Minidoz), ฮอร์โมน Drospirenone (ยี่ห้อในบ้านเราที่คุ้นๆ กัน เช่น Yazmin)
  • การรักษาสิวอุดตัน : จากชื่อมันก็บอกว่าสิวอุดตัน การรักษาจึงต้องชะล้างการอุดตันนั้นออกหรือทำให้รูขุมขนเปิดกว้างขึ้น การชะล้างสิ่งอุดตันมักทำด้วยการใช้กรดผลไม้อ่อนๆ เช็ดหรือล้าง ส่วนการทำให้รูขุมขนเปิดกว้างขึ้นนั้นนิยมให้ กรดวิตามินเอ (แนะนำชนิดทาภายนอกนะครับ ยี่ห้อที่คุ้นๆ กัน เช่น Retin A) โดยกรดวิตามินเอ จะไปกระตุ้นให้เซลล์เเบ่งตัวเร็วขึ้น ระบายสิ่งที่คั่งค้างอยู่ออกมาได้เร็วขึ้น และนอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย ข้อด้อยของยาตัวนี้คือ เห็นผลค่อนข้างช้า ดังนั้นจึงใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล (ประมาณ 3-6 สัปดาห์) ยานี้ไม่ควรใช้ในสตรีตั้งครรภ์นะครับ และที่สำคัญยานี้ต้องทาก่อนนอนเท่านั้นนะครับ อย่าให้โดนแสงเพราะจะเกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงได้ (และหากจะใช้ร่วมกับยาทา Benzoyl peroxide ไม่ควรใช้พร้อมกัน เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง แนะนำให้ใช้กรดวิตามินเอตอนกลางคืนก่อนนอน และใช้ benzoyl peroxide ในตอนเช้า)
  • การรักษาสิวอักเสบ : ส่วนใหญ่สาเหตุมักมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาสิว ประเภทนี้จึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาต้านแบคทีเรีย)ยาจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ยามีทั้งชนิดรับประทานและชนิดทาภายนอก
  • § ยาชนิดรับประทาน : กลุ่มยาที่นิยมใช้รักษาสิว เช่น ยากลุ่มเตตร้าซัยคลินส์ (Tetracyclines : ตัวอย่างยา คือ Tetracycline และ Doxycycline) แต่ยากลุ่มนี้ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์นะครับ เพราะจะทำให้ทารกที่เกิดมาพิการได้ และยาอีกชนิดคือ Clindamycin
  • § ยาชนิดทาภายนอก : ยาที่นิยมคือ Clindamycin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยาชนิดนี้มีทั้งชนิดน้ำและเจล (ชนิดเจลจะระคายเคืองผิวหน้าน้อยกว่า เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์) มียี่ห้อทางการค้าที่คุ้นกัน เช่น Clinda-M ยาที่นิยมอีกชนิด คือ Benzoyl peroxide (ยี่ห้อที่คุ้นๆ กัน เช่น Panoxyl, Benzac, Brevoxyl เป็นต้น) ยาจะปล่อยออกซิเจนออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรียครับ ความเข้มข้นก็มีตั้งแต่ 2.5%, 5% และ 10% ถ้าใช้ครั้งแรกๆ แนะนำที่ความเข้มข้นต่ำๆ ก่อนนะครับ จะได้ไม่ระคายเคืองผิวหน้ามาก มีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ยาชนิดหลังคือ ควรทาทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนล้างหน้า และก่อนใช้ยาไม่ควรใช้เครื่องสำอางบนใบหน้า เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

 

เราจะพบว่าการเป็นสิวนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ละคนจะมีสาเหตุแตกต่างกันไป บางคนไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ถ้าเป็นเยอะหรือรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาก็ต้องพิจารณากันให้ดีว่าจะเลือกรักษาด้วยอะไรให้ตรงกับสาเหตุมากที่สุด ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมครับ

 

พบกันใหม่นะครับ