ไข้-มีน้ำมูก-คัดจมูก-ไอ : อาการที่มาพร้อมกับฤดูหนาว

ไข้มีน้ำมูกคัดจมูกไอ : อาการที่มาพร้อมกับฤดูหนาว

บทความโดย… นายหมอยา

 

เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวกันแล้วนะครับ สิ่งที่เห็นได้ตอนนี้คือเริ่มมีสายลมเย็นๆ พัดมากระทบผิวกายเล็กน้อย พอให้สัมผัส ได้ว่า เนี่ยเริ่มเข้าฤดูหนาวแล้วนะ ส่วนฝนก็ยังพอให้พบเห็นได้ประปราย พายุก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง น่าจะเป็นอิทธิพล ของปลายฝนต้นหนาว …. อากาศในฤดูหนาวมักจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน เพราะวงโคจรของดวงอาทิตย์มาอยู่ ใกล้โลกมากกว่าฤดูอื่น ส่วนกลางคืนจะหนาวเย็น … นั่นเป็นสภาพอากาศของฤดูหนาวโดยทั่วไป แต่สภาพอากาศทุก วันนี้คาดเดายากครับ แปรปรวนกันซะเหลือเกิน สิ่งที่ตามมาคือ คนเราปรับตัวไม่ทัน ก็ทำให้ไม่สบายกันไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนสูงอายุ

 

อาการไม่สบายที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาวคือ

  • 1.    อาการไข้ : จริงๆแล้วก็เกิดได้ทุกฤดูแหละครับสำหรับอาการนี้ แต่ฤดูหนาวพบได้ค่อนข้างบ่อย อาการนี้เกิดจาก สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน ทำให้ร่างกายคนเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่าปกติ (ปกติจะประมาณ 37 องศาเซลเซียส) เราก็จะเรียกว่า “มีไข้” หากเกิน 37 องศาฯ แต่ยังไม่ถึง 39 หมายถึง “มีไข้ต่ำๆ” หากเกิน 39 องศาฯ ก็จะเรียกว่า “มีไข้สูง” หากมีไข้สูงมากๆ จะไม่ดี โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งจะทำให้เกิดอาการชักได้ หากเด็กชักเนื่องจากมีไข้สูง จะส่งผลถึงการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง อาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ ดังนั้น ผู้ปกครองอย่าปล่อยให้ลูกหลานมีไข้สูงๆ กันนะครับ …. การรักษา ก็มีตั้งแต่การไม่ใช้ยา นั่นคือ การเช็ดตัวลดไข้ การ รักษาร่างกายให้อบอุ่น ไปจนถึงการใช้ยา … ยาที่เราคุ้นเคยกันดีในการลดไข้ ก็คือ Paracetamol มีทั้งแบบยาน้ำ สำหรับเด็ก และยาเม็ดสำหรับผู้ใหญ่ … ยาพาราเซตามอลนี้ค่อนข้างปลอดภัย แต่อย่าเผลอกินเยอะนะครับ เพราะยา นี้เป็นอันตรายต่อตับและไต อย่ากินติดต่อกันนานๆ ….. ยาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมเช่นกันคือ Ibuprofen ยาชนิดนี้ก็มีทั้ง แบบน้ำและแบบเม็ด ยาไอบูโพรเฟนนี้ลดไข้ได้ดี โดยเฉพาะไข้สูงๆ แต่ยานี้มีข้อเสียคือ ระคายเคืองทางเดินอาหาร เรียกกันง่ายๆ ว่า “กัดกระเพาะอาหาร” จึงแนะนำให้กินหลังอาหารทันที และยานี้ห้ามใช้ในกรณีที่เป็นไข้อันเนื่อง มาจากภาวะไข้เลือดออกเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่ายขึ้น อันตรายมากๆ ครับ

รูปภาพ 1

  • 2.    อาการหวัดคัดจมูก : อาการที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือ หวัด-คัดจมูก-น้ำมูกไหล จริงๆแล้ว “น้ำมูก” เป็นสารที่เรา หลั่งออกมาเพื่อดักจับกับเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่จะเข้าสู่ทางเดินหายใจของคนเรา มันน่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้า เราหลั่งออกมามากๆ เราก็จะรู้สึกหายใจลำบาก (รำคาญกับการต้องเช็ดน้ำมูกบ่อยๆ ด้วยใช่มั้ยครับ 555) อาการที่ตาม มาติดๆ พร้อมกับน้ำมูกไหลคือ อาการ “คัดจมูก” เกิดปฏิกิริยาของร่างกายโดยท้ายที่สุดมันทำให้หลอดเลือดในโพรง จมูกขยายตัวทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ยิ่งทำให้หายใจลำบากมากยิ่งขึ้นใช่มั้ยครับ …. การรักษา หากเป็นไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา แต่ถ้าอาการเหล่านี้มันรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ ก็จำเป็นต้องใช้ยาในการ รักษา ยาที่นิยมใช้มากที่สุดคือ “ยาต้านฮิสตามีน” (Antihistamines) หรือเราชอบเรียกว่า “ยาแก้แพ้” ยาชนิดนี้รักษา อาการ “น้ำมูกไหล” และ “จาม” ได้ดี  มีทั้งชนิดที่กิน แล้วง่วงนอน และรุ่นใหม่ๆ ที่กินแล้วไม่ง่วงนอน ตัวอย่างยาที่ คุ้นเคยกันมากที่สุดน่าจะเป็น Chlorpheniramine หรือ CPM มีทั้งชนิดน้ำและเม็ด ส่วนใหญ่ยาเม็ดมักผลิตเป็นเม็ด สีเหลืองเล็กๆ ยาชนิดนี้สามารถซื้อหาได้ทั่วไป บางความแรง (2 มิลลิกรัม) ยังเป็นยาสามัญประจำบ้านด้วย ซึ่งสามารถ หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปได้ แต่ข้อเสียของยานี้คือ กินแล้วจะง่วงนอน หากเป็นคนทำงานหรือต้องเรียนหนังสือ ไม่อยากง่วงหรือหาวนอนในที่ทำงานหรือห้องเรียน ก็มียาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ง่วง (แต่จริงๆ ตามศัพท์ทางวิชาการคือ ง่วงน้อยครับ) ที่นิยมคือ Loratadine และ Cetirizine ยาสองชนิดหลังนี้ต้องซื้อตามร้านขายยาที่มีเภสัชกรนะครับ

 รูปภาพ 4

  • 3.    ไอ : การไอของคนเราจริงๆ ก็เป็นกลไกในการขับเอาสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคออกมานั่นเองครับ จึงเป็นสิ่งที่ น่าจะดีเหมือนกับการที่คนเราหลั่งน้ำมูกออกมา แต่หากไอมากๆ บางคนถึงกับนอนไม่ได้ก็มี บางคนไอซะจนเจ็บตาม กล้ามเนื้อซี่โครงหรือเจ็บตามหน้าท้องเลยก็มี ถ้าแบบนี้ต้องใช้ยาในการรักษา ซึ่งการให้ยามักพิจารณาจากลักษณะของ การไอ ได้แก่ 1) การไอแบบแห้งๆ แบบนี้ให้ “ยาระงับไอ” จะเหมาะสมมากที่สุด เช่น ยา Dextromethorphan, ยาแก้ไอน้ำดำที่มีส่วนผสมของทิงเจอร์ฝิ่นการบูร แต่ถ้าไออีกแบบคือ 2) การไอแบบมีเสมหะ (ซึ่งจริงๆ แล้วเสมหะ หรือเสลดเนี่ยก็เป็นสารคัดหลั่งประเภทเดียวกันกับน้ำมูก ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกัน เพียงแต่อยู่กันคนละที่เท่านั้น) การไอชนิดนี้ควรให้ยา “ละลายเสมหะ” หรือ “ขับเสมหะ” จะเหมาะสมมากกว่า ไม่ควรให้ยา “ระงับไอ” เพราะจะ ทำให้เสมหะมันค้างอยู่ในลำคอขับไม่ออก อาจเป็นอันตรายได้ ยาละลายเสมหะที่นิยมและคุ้นเคยกันดี เช่น ยายี่ห้อ Bisolvon® ตัวยาจริงๆ คือ Bromhexine …. การปฏิบัติตัวเมื่อเรามีอาการไอคือ ควรงดเครื่องดื่มหรืออาหารที่เย็นๆ เพราะจะทำให้เสมหะข้นเหนียว ขับออกได้ยาก ควรงดอาหารทอดๆ หรือมันๆ เพราะจะกระตุ้นให้ไอมากกว่าเดิมได้

รูปภาพ 2

 

สัปดาห์นี้คงพอจะทราบแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการเหล่านี้กันแล้วนะครับ… หากเป็นมากจนจำเป็นต้องใช้ยา ก็คงเลือกให้เหมาะกับอาการ เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนได้เบื้องต้นนะครับ…รายละเอียดปลีกย่อยของการใช้ยายังมีอีกเยอะ หากมีปัญหาเมล์หรือส่งคำถามมาได้นะครับ

 

สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันใหม่ใน “คุยเฟื่อง…เรื่องยา” ในแบบฉบับภาษาง่ายๆ เพื่อให้คุณผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ใช้ยาอย่างเข้าใจและเลือกใช้ให้ถูกต้อง….มีข้อเสนอแนะ comment มากันนะครับ หรือเมล์ไปที่ prad2517@gmail.com ก็ได้ครับ ยินดีรับข้อเสนอแนะ ตอบปัญหาทั้งด้านสุขภาพและด้านยา….ขอบคุณครับ เจอกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ